พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ (มาตรา 1657)
หลักเกณฑ์
1. ต้องทำเป็นหนังสือ
2. ต้องลง วันที่ เดือน ปี ที่ทำพินัยกรรม
3. ต้องลงลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรม
4. ผู้ทำพินัยกรรมเขียนข้อความด้วยลายมือตนเองทั้งฉบับ
5. การขูดลบ ตก เติม หรือการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นซึ่งพินัยกรรมนั้นย่อมไม่สมบูรณ์ เว้นแต่ผู้ทำพินัยกรรมจะได้ทำด้วยมือตนเองและลงลายมือชื่อกำกับ
ตัวอย่างพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ
พินัยกรรม
วันที่ 1 มกราคม 2553
ข้าพเจ้านายสิทธิชัย กาญจนา อายุ 31 ปี อยู่ บ้านเลขที่ 34 ถนนบ้านไร่ หมู่ 5 ตำบลท่าเสา อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ข้าพเจ้าขอทำพินัยกรรมว่าเมื่อข้าพเจ้าถึงแก่ความตายแล้ว ให้ทรัพย์สินของ ข้าพเจ้าตกแก่บุคคลดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้เงินข้าพเจ้าจำนวน 1,000,000 บาท ที่ฝากไว้กับธนาคารออมสิน สาขากาญจนบุรี
ตกแก่นายธรรมนูญ เทียนทอง
ข้อ 2 ให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 1233 ตำบลวังคัง อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี รวมสิ่งปลูก
สร้างบนที่ดินดังกล่าว ตกแก่นางสมศรี เจริญลาภ
ข้อ 3 ให้รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า 1 คัน หมายเลขทะเบียน ป-6789 ราชบุรี ตกแก่นางสำเภา ชมสวน
ข้าพเจ้าขณะทำพินัยกรรมฉบับนี้ มีสติสัมปชัญญะปกติบริบูรณ์ดี
สิทธิชัย กาญจนา
(นายสิทธิชัย กาญจนา )
โดย น.ส. จิรัฐิพร สังข์โชติ เลขที่ 4 รปศ.501
วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2553
วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2553
ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
กฎหมายเกี่ยวกับการละเมิด
บุคคลใดได้รับความเสียหายจากการกระทำโดยผิดกฎหมาย มีสิทธิเรียกค่าเสียหายตามกฎหมายไทยได้ ก็ต่อเมื่อบุคคลนั้นสามารถพิสูจน์ได้ว่า ได้รับความเสียหายและมีหลักฐานเพียงพอที่จะพิสูจน์และดำเนินการตามขั้นตอนกระบวนการพิจารณาของศาล ส่วนใหญ่สิทธิของประชาชนที่จะสามารถเรียกค่าเสียหายเนื่องจากการกระทำละเมิด จะครอบคลุมถึงประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 420 และ มาตรา423
มาตรา 420 บัญญัติว่า ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี แก่อนามัยก็ดี แก่เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิด จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น
มาตรา 423 บัญญัติว่า ผู้ใดกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง เป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของบุคคลอื่นก็ดี หรือเป็นที่เสียหายแก่ทางทำมาหาได้หรือทางเจริญของเขาโดยประการอื่นก็ดี ท่านว่าผู้นั้นจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่เขาเพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแต่การนั้น แม้ทั้งเมื่อตนมิได้รู้ว่าข้อความนั้นไม่จริง แต่หากควรจะรู้ได้ ผู้ใดส่งข่าวสาส์นอันตนมิได้รู้ว่าเป็นความไม่จริง หากว่าตนเองหรือผู้รับข่าวสาส์นนั้นมีทางได้เสียโดยชอบในการนั้นด้วยแล้ว ท่านว่าเพียงที่ส่งข่าวสาส์นเช่นนั้นหาทำให้ผู้นั้นต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่
นอกจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว ยังมีกฎหมายอื่นที่จะคุ้มครองสิทธิแก่บุคคลที่ถูกกระทำในทางละเมิด เช่น ประมวลกฎหมายอาญา กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค และพระราชบัญญัติทรัพย์สินทางปัญญา ในการพิจารณาว่าค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใดเพียงใดนั้น ศาลจะเป็นผู้วินิจฉัยตามสมควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด
ที่มา http://www.lawfirm.in.th
โดย น.ส. จิรัฐิพร สังข์โชติ เลขที่ 4 รปศ. 501
บุคคลใดได้รับความเสียหายจากการกระทำโดยผิดกฎหมาย มีสิทธิเรียกค่าเสียหายตามกฎหมายไทยได้ ก็ต่อเมื่อบุคคลนั้นสามารถพิสูจน์ได้ว่า ได้รับความเสียหายและมีหลักฐานเพียงพอที่จะพิสูจน์และดำเนินการตามขั้นตอนกระบวนการพิจารณาของศาล ส่วนใหญ่สิทธิของประชาชนที่จะสามารถเรียกค่าเสียหายเนื่องจากการกระทำละเมิด จะครอบคลุมถึงประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 420 และ มาตรา423
มาตรา 420 บัญญัติว่า ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี แก่อนามัยก็ดี แก่เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิด จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น
มาตรา 423 บัญญัติว่า ผู้ใดกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง เป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของบุคคลอื่นก็ดี หรือเป็นที่เสียหายแก่ทางทำมาหาได้หรือทางเจริญของเขาโดยประการอื่นก็ดี ท่านว่าผู้นั้นจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่เขาเพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแต่การนั้น แม้ทั้งเมื่อตนมิได้รู้ว่าข้อความนั้นไม่จริง แต่หากควรจะรู้ได้ ผู้ใดส่งข่าวสาส์นอันตนมิได้รู้ว่าเป็นความไม่จริง หากว่าตนเองหรือผู้รับข่าวสาส์นนั้นมีทางได้เสียโดยชอบในการนั้นด้วยแล้ว ท่านว่าเพียงที่ส่งข่าวสาส์นเช่นนั้นหาทำให้ผู้นั้นต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนไม่
นอกจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว ยังมีกฎหมายอื่นที่จะคุ้มครองสิทธิแก่บุคคลที่ถูกกระทำในทางละเมิด เช่น ประมวลกฎหมายอาญา กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค และพระราชบัญญัติทรัพย์สินทางปัญญา ในการพิจารณาว่าค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใดเพียงใดนั้น ศาลจะเป็นผู้วินิจฉัยตามสมควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด
ที่มา http://www.lawfirm.in.th
โดย น.ส. จิรัฐิพร สังข์โชติ เลขที่ 4 รปศ. 501
การให้สินบนเจ้าพนักงาน
การให้สินบนเจ้าพนักงาน
นายสมชาย ซึ่งเป็นผู้มีอิทธิพล มีภรรยาชื่อ นางสมศรี มีบุตรชาย 2 คน ชื่อ สมใจ มีอายุ 15 ปี กับ สมศักดิ์ มี อายุ 17 ปี ทั้งสองอยู่ในวัยคึกคะนองทั้งคู่ และเวลากลางคืนทั้งสองมักออกไปแข่งรถกับพวกเด็กแว้นที่เป็นวัยรุ่นด้วยกัน ในคืนนี้ทั้ง สมใจ และ สมศักดิ์ก็ออกไปแข่งรถกับเพื่อนๆเหมือนปกติ แต่พอดีว่าคืนนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้วางแผนกันจับพวกแข่งรถและเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้ดำเนินการตามแผน แล้วก็จับเด็กที่แข่งรถได้เกือบทั้งหมดหนึ่งในนั้นรวม สมใจและ สมศักดิ์ด้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจก็นำตัวเด็กทั้งหมดไปโรงพัก สมใจและสมศักดิ์ได้โทรศัพท์ไปหานายสมชายซึ่งเป็นพ่อ นายสมชายก็รีบมาที่โรงพัก แล้วก็ขอคุยกับผู้กำกับและรีบนำเงินจำนวน 20,000 บาท ให้ผู้กำกับเพื่อช่วยจัดการเรื่องของคดีและช่วยจัดการไม่ให้ลูกชายของตนทั้งสองติดคุก แต่ผู้กำกับไม่ยอมรับเงินของนายสมชายและบอกกับนายสมชายว่าลูกชายของคุณทำความผิดก็ต้องรับโทษเหมือนกับลูกของคนอื่นๆ
กรณีดังกล่าว นายสมชายกระทำความผิดฐานให้สินบนเจ้าพนักงาน มีความผิดตาม มาตรา 144 บัญญัติไว้ว่า ผู้ใด ขอให้หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัดหรือสมาชิกสภาเทศบาล เพื่อจูงใจให้กระทำการ ไม่ให้กระทำการหรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
โดย น.ส. จิรัฐิพร สังข์โชติ เลขที่ 4 รปศ. 501
นายสมชาย ซึ่งเป็นผู้มีอิทธิพล มีภรรยาชื่อ นางสมศรี มีบุตรชาย 2 คน ชื่อ สมใจ มีอายุ 15 ปี กับ สมศักดิ์ มี อายุ 17 ปี ทั้งสองอยู่ในวัยคึกคะนองทั้งคู่ และเวลากลางคืนทั้งสองมักออกไปแข่งรถกับพวกเด็กแว้นที่เป็นวัยรุ่นด้วยกัน ในคืนนี้ทั้ง สมใจ และ สมศักดิ์ก็ออกไปแข่งรถกับเพื่อนๆเหมือนปกติ แต่พอดีว่าคืนนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้วางแผนกันจับพวกแข่งรถและเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้ดำเนินการตามแผน แล้วก็จับเด็กที่แข่งรถได้เกือบทั้งหมดหนึ่งในนั้นรวม สมใจและ สมศักดิ์ด้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจก็นำตัวเด็กทั้งหมดไปโรงพัก สมใจและสมศักดิ์ได้โทรศัพท์ไปหานายสมชายซึ่งเป็นพ่อ นายสมชายก็รีบมาที่โรงพัก แล้วก็ขอคุยกับผู้กำกับและรีบนำเงินจำนวน 20,000 บาท ให้ผู้กำกับเพื่อช่วยจัดการเรื่องของคดีและช่วยจัดการไม่ให้ลูกชายของตนทั้งสองติดคุก แต่ผู้กำกับไม่ยอมรับเงินของนายสมชายและบอกกับนายสมชายว่าลูกชายของคุณทำความผิดก็ต้องรับโทษเหมือนกับลูกของคนอื่นๆ
กรณีดังกล่าว นายสมชายกระทำความผิดฐานให้สินบนเจ้าพนักงาน มีความผิดตาม มาตรา 144 บัญญัติไว้ว่า ผู้ใด ขอให้หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัดหรือสมาชิกสภาเทศบาล เพื่อจูงใจให้กระทำการ ไม่ให้กระทำการหรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
โดย น.ส. จิรัฐิพร สังข์โชติ เลขที่ 4 รปศ. 501
วันพุธที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2553
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ข้อยกเว้น เหตุฟ้องหย่า )

ข้อยกเว้น เหตุฟ้องหย่า
ปัญหาครอบครัว เรื่องการหย่าร้างของสามีภรรยาในยุคปัจจุบันนี้ นับวันแต่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ สังเกตได้จากปริมาณคดีฟ้องหย่าที่ขึ้นสู่ศาลเยาวชนและครอบครัว ซึ่งไม่รวมถึงกรณีที่คู่สมรสสามารถเจรจาตกลงจดทะเบียนหย่าขาดจากกันได้โดยสันติ ปัญหาเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กที่จะมองข้ามไปได้ เพราะปัญหานี้เป็นปัญหาของสังคม ฉบับนี้ จึงขอนำเรื่องข้อยกเว้นเหตุฟ้องหย่ามานำเสนอเพื่อให้ทราบถึงข้อกฎหมายและแนวคำพิพากษาศาลฎีกา
การฟ้องหย่าต้องมีเหตุ 10 ประการ ตามมาตรา 1516 แห่งประมวลแพ่งและพาณิชย์ เช่น (1.) สามีอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่น หรือภรรยามีชู้ , (2.) สามีหรือภรรยาประพฤติชั่ว , (3.) สามีหรือภรรยาทำร้าย , (4.) สามีหรือภริยาจงใจทิ้งร้างเกิน 1 ปี , (5.) สามีหรือภรรยาศาลสั่งเป็นคนสาบสูญ , (6.) สามีหรือภรรยาไม่ให้การอุปการะเลี้ยงดู , (7.) สามีหรือภรรยาวิกลจริตเกิน 3 ปี , (8.) สามีหรือภรรยาผิดทัณฑ์บน , (9.) สามีหรือภรรยาเป็นโรคติดต่อร้ายแรง , (10.) สามีหรือภรรยามีสภาพแห่งกายไม่อาจร่วมประเวณีได้ เหตุฟ้องหย่ามีข้อยกเว้น 1. การยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจของฝ่ายที่มีสิทธิฟ้องหย่า เหตุฟ้องหย่าตามมาตรา 1516 (1) กรณีที่สามีอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่น ฉันภริยาหรือภริยามีชู้และมาตรา 1516 (2) กรณีที่สามีหรือภริยาประพฤติชั่วนั้นถ้าสามีหรือภริยาแล้วแต่กรณีได้ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำที่เป็นเหตุหย่านั้น ฝ่ายที่ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจจะยกเป็นเหตุฟ้องหย่าไม่ได้
กรณีคู่สมรสยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำที่เป็นเหตุหย่า ฎีกาที่ 3288/2527 ระหว่างจำเลยอยู่กินเป็นสามีภริยากับโจทก์ จำเลยมีอาชีพผิดกฎหมายค้ายาเสพติดโจทก์รู้เห็นและร่วมกระทำด้วย โจทก์ให้ญาติของโจทก์นำเฮโรอีนมาจากภาคเหนือ จนญาติของโจทก์และจำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับ ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 20 ปี ถือได้ว่าโจทกได้ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำของจำเลยที่เป็นเหตุหย่านั้น โจทก์จะยกขึ้นเป็นเหตุฟ้องหย่าจำเลยหาได้ไม่ -2- 2. การกระทำของฝ่ายที่มีสิทธิฟ้องหย่าเป็นเหตุให้เกิดเหตุหย่านั้น เหตุหย่าตามมาตรา 1516 (10) กรณีที่สภาพแห่งกายของสามีหรือภริยานั้นไม่อาจร่วม ประเวณีได้ตลอดกาลนั้น ถ้าเกิดขึ้นเพราะการกระทำของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง คู่สมรสฝ่ายนั้นจะยกเป็นเหตุฟ้องหย่าไม่ได้ ทั้งนี้เพราะตนเป็นคนผิดที่เป็นต้นเหตุให้เกิดหย่าขึ้น เช่น ภริยาโกรธสามีที่ชอบไปยิ่งเกี่ยวกับหญิงอื่น จึงใช้มีดโกนตัดของลับของสามีโยนทิ้งไปเช่นนี้ ภริยาจะมาฟ้องหย่าโดยอ้างว่าสภาพแห่งกายของสามีไม่อาจร่วมประเวณีได้ตลอดกาลไม่ได้ 3. เหตุหย่าเป็นเหตุเล็กน้อย เหตุหย่าตามมาตรา 1516 (8) กรณีที่สามีหรือภริยาผิดทัณฑ์บนที่ให้ไว้เป็นหนังสือใน เรื่องความประพฤตินั้น ถ้าศาลเห็นว่าความประพฤติของสามีหรือภริยาอันเป็นเหตุเล็กน้อยหรือไม่สำคัญเกี่ยวแก่การอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาโดยปกติสุข ศาลจะไม่พิพากษาให้หย่าก็ได้
ทั้งนี้ เพราะถือว่าเป็นเรื่องไม่ร้ายแรง ไม่ถึงกับทำให้การสมรสแตกแยกกันโดยไม่มีทางกลับคืนมาได้อีก ถ้าไม่ใช่ทัณฑ์บนในเรื่องความประพฤติก็ไม่เป็นเหตุฟ้องหย่า ฎีกาที่ 2040/2519 การที่ภริยาทำทัณฑ์บนว่าจะอยู่ร่วมบ้านกับสามี และต่อมาภริยาประพฤติผิดทัณฑ์บนโดยไม่อยู่ร่วมบ้านกับสามีนั้น ทัณฑ์บนดังกล่าวไม่ใช่ทัณฑ์บนในเรื่องความประพฤติ จึงไม่เป็นเหตุหย่า การกระทำของจำเลยมีสาเหตุจากการกระทำของโจทก์ จึงยังไม่ถือว่าจำเลยประพฤติผิดทัณฑ์บนที่ให้ไว้ ฎีกาที่ 5161/2538 หลังจากจำเลยทำทัณฑ์บนแล้ว โจทก์ยังมีความสัมพันธ์ทางชู้สาวกับหญิงอื่นจำเลยจึงดุด่าและทำร้ายโจทก์อีก การกระทำของจำเลยมีสาเหตุจากการกระทำของโจทก์ จึงยังไม่ถือว่าเป็นการประพฤติผิดทัณฑ์บนที่ให้ไว้อันจะเป็นเหตุฟ้องหย่าได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (8) (4.) ฝ่ายที่มีสิทธิฟ้องหย่าได้ให้อภัยแล้ว แม้เหตุฟ้องหย่าตามมาตรา 1516 เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นเหตุหนึ่งหรือหลายเหตุก็ตาม หาก คู่สมรสฝ่ายที่มีสิทธิฟ้องหย่าได้กระทำการอันแสดงว่าได้ให้อภัยในเหตุการณ์นั้นแล้ว คู่สมรสฝ่ายนั้นก็ไม่มีสิทธิที่จะฟ้องหย่าภายหลังได้ ทั้งนี้เพราะสิทธิฟ้องหย่าได้หมดสิ้นไปแล้ว -3- ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1518 การให้อภัยนั้นสามีหรือภริยาผู้มีสิทธิฟ้องหย่าจะต้องแสดงกริยาอาการปรากฎให้เห็นอย่างชัดแจ้งที่จะให้อภัย รวมทั้งต้องรู้ถึงพฤติการณ์ที่ทำผิดทั้งหมดและมีเจตนาที่จะยกโทษให้จึงจะถือว่าเป็นการให้อภัย ฎีกาที่ 3822/2524
การที่จำเลยให้มีดแทงโจทก์ตั้งแต่ก่อนที่โจทก์จำเลยจะมีบุตรด้วยกัน แต่โจทก์เห็นว่าจำเลยเป็นภริยาและมีบุตรด้วยกันจึงไม่ร้องทุกข์กล่าวโทษจำเลย แสดงว่าโจทก์ได้ให้อภัยแก่จำเลยแต่แรกแล้วถือได้ว่าสิทธิฟ้องหย่าในข้อนี้ย่อมหมดไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1518 แล้ว ฎีกาที่ 6002/2534 จำเลยให้อาวุธปืนยิงโจทก์ 2 ครั้ง เป็นการกระทำก่อนฟ้องถึง 14 ปี และ 4 ปีตามลำดับไม่ปรากฎว่าโจทก์ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษจำเลยคงอยู่กินด้วยกันตลอดมาถือว่าโจทก์ได้ให้อภัยจำเลยแล้ว สิทธิฟ้องหย่าให้ข้อนี้ย่อมหมดไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1518 แต่ในกรณี โจทก์ยอมถอนฟ้องเพราะจำเลยตกลงเงื่อนไขกับโจทก์ไว้ เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขจึงมิใช่กรณีที่โจทก์ยอมให้อภัยจำเลย ฎีกาที่ 173/2540 โจทก์จำเลยจดทะเบียนสมรสกัน ต่อมาจำเลยไปได้นางมีเป็นภริยามีบุตรด้วยกัน 1 คนโจทก์ได้ฟ้องหย่าจำเลย ศาลไกล่เกลี่ย โจทก์จำเลยตกลงกันว่า จำเลยจะต้องกลับมาอยู่ในบ้านหลังเดียวกับโจทก์ห้ามเกี่ยวข้องกับหญิงอื่นต่อไป โจทก์จึงได้ถอนฟ้องไปปรากฏว่าหลังจากถอนฟ้องแล้ว จำเลยยังคงอยู่ร่วมกับนางมีฉันสามีภริยาต่อมา การที่โจทก์ยอมถอนฟ้อง ก็เพราะจำเลยตกลงเงื่อนไขกับโจทก์ไว้ เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข จึงมิใชที่กรณีที่โจทก์ยอมให้อภัยจำเลยการกระทำของจำเลยถือได้ว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรงอันเป็นเหตุฟ้องหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (6) โจทก์ย่อมฟ้องหย่าจำเลยได้ จากหลักกฎหมายข้อยกเว้นเหตุหย่าข้างต้น เห็นได้ว่าการจะฟ้องหย่านั้นไม่ใช่จะพิจารณาแต่เหตุหย่าเพียงอย่างเดียว ต้องพิจารณาด้วยว่าการกระทำของฝ่ายฟ้องหย่านั้น เข้าข้อยกเว้นหรือเปล่า มิฉะนั้นอาจแพ้คดีได้
********************************************************
โดย : นางสาวภัทรจิตร นิ่มนวล
กฎหมาญอาญา (การหมิ่นเบื้องสูง)

ข่าวการหมิ่นเบื้องสูง
ศาลอาญา อนุมัติหมายจับ “สนธิ ลิ้มทองกุล” แกนนำพันธมิตรฐานหมิ่นเบื้องสูง นำคำพูด “ดา ตอร์ปิโด” ขึ้นปราศรัยบนเวทีพันธมิตรฯ วันนี้ (23 ก.ค.) เมื่อเวลา 15.00 น.ที่ห้องพิจารณาคดี 904 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลออกนั่งบัลลังก์ไต่สวนคำร้องของ พ.ต.ท.สุรศักดิ์ สิงห์ไกร รอง ผกก.สส.สน.ดุสิต เรื่องขออนุมัติหมายจับ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในข้อหาหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ ราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
โดย พ.ต.ท.ณัฐนิติ หลุ๊ดหล๊ะ สว.สส.สน.ดุสิต ขึ้นเบิกความว่าตนเองได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้ดูแลการบันทึกภาพและเสียงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ พบว่าเมื่อคืนวันที่ 20 ก.ค.51 เวลา 21.45-22.15 น. นายสนธิ แกนนำพันธมิตรได้ขึ้นปราศรัย โดยมีการกล่าวอ้างถึงเหตุการณ์ที่ น.ส.ดารณี เชิงชาญศิลปกุล หรือ “ดา ตอร์ปิโด” สมาชิก นปก. กล่าวข้อความหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ซึ่งอาจเข้าข่ายผิดกฎหมายอาญา จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการบันทึกภาพและเสียงไว้ ก่อนจะถอดเทปเสนอผู้บังคับบัญชาและส่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดี
ด้าน พ.ต.ท.สุรศักดิ์ เบิกความว่า ตนซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำพยานซึ่งเป็นเจ้าหน้าตำรวจผู้ทำการบันทึกภาพ และผู้ถอดเทปคำปราศรัยของนายสนธิ ก่อนนำเสนอผู้บังคับบัญชา ซึ่งจากการตรวจสอบพยานหลักฐานเบื้องต้นเห็นว่าคำพูดของนายสนธิเข้าข่ายกระทำผิดตาม ป.อาญา ม.112 และคดีมีอัตราโทษสูงเกินกว่า 3 ปี ตาม ป.วิอาญา ม.66 (1) จึงเห็นสมควรขอให้ศาลอนุมัติหมายจับเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
พร้อมกันนี้ พนักงานสอบสวนได้ยื่นแผ่นวีซีดีบันทึกภาพการปราศรัย และบันทึกการถอดเทปคำปราศรัยของนายสนธิส่งศาลประกอบการพิจารณาด้วย
โดยศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ผู้ร้องมีพยานขึ้นเบิกความ 2 ปาก และส่งมอบแผ่นวีซีดีบันทึกภาพเหตุการณ์ กรณีมีหลักฐานตามสมควรน่าเชื่อได้ว่านายสนธิกระทำผิด หรืออาจกระทำผิดกฎหมายอาญา ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกสูงกว่า 3 ปี จึงมีคำสั่งให้อนุมัติหมายจับตามคำร้อง และให้เจ้าหน้าที่ตำรวจส่งผลการดำเนินการตามหมายจับมาให้ศาลภายใน 7 วัน
*********************************************
โดย :นางสาวภัทรจิตร นิ่มนวล
วันจันทร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2553
กฎหมายอาญา
ข่าวความผิดต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร
อัยการไม่อุทธรณ์คดี ‘สุวิชา’ ทนายเตรียมยื่นปิดคดีพรุ่งนี้
ความคืบหน้าคดีนายสุวิชา ท่าค้อ ซึ่งถูกศาลตัดสินจำคุก 10 ปี ในความผิดตามพระราชบัญญัติการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และมาตรา 112 ของกฎหมายอาญา และอัยการได้ยื่นคำร้องต่อศาลขยายระยะเวลาอุทธรณ์จากวันที่ 3 พ.ค. เป็นวันที่ 1 มิ.ย. นั้น เมื่อวันที่ 22 พ.ค. ที่ผ่านมา พ.ต.ท. พิชิต นนทสุวรรณ พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 1 สำนักงานอัยการสูงสุดยื่นคำแถลงต่อศาลว่า ตามคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ของพนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 1 โจทก์ ฉบับลงวันที่ 29 เม.ย. 2552 ที่ได้ยื่นขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ในคดีนี้ และทางศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายอุทธรณ์ไปถึงวันที่ 1 มิ.ย. 2552 นั้น อัยการฝ่ายคดีศาลสูงมีคำสั่งไม่อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลอาญาและอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเห็นพ้องด้วยกับคำสั่งไม่อุทธรณ์ โจทก์จึงไม่อุทธรณ์คดีนี้
นายอานนท์ นำพา ทนายของนายสุวิชา กล่าวกับประชาไทว่าเมื่อทางอัยการไม่ดำเนินการอุทธรณ์ ทนายความก็จะดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ศาลสั่งคดีถึงที่สุดต่อไป โดยอาจจะดำเนินการในวันพรุ่งนี้ หรืออย่างช้าที่สุดในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ หลังจากนั้นจะเตรียมการยื่นขอพระราชทานอภัยโทษต่อไป
ลำดับเหตุการณ์คดีสุวิชา ท่าค้อ
14 ม.ค. 2552 สุวิชา อายุ 34 ปี ทำงานตำแหน่งวิศวกรเครื่องจักร ของบริษัทขุดเจาะน้ำมันแห่งหนึ่ง ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัว หน้าร้านสุวรรณการช่าง อ.เมือง จ.นครพนม คำร้องของพนักงานสอบสวนระบุว่า เมื่อระหว่างวันที่ 27 เม.ย.-26 ธ.ค.2551 ผู้ต้องหากระทำผิดกฎหลายบท หลายกรรม ด้วยการเผยแพร่ข้อมูลรูปภาพ ซึ่งเป็นการกระทำดูหมิ่นองค์พระมหากษัตริย์และองค์รัชทายาท พนักงานสอบสวนติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาได้ตามหมายจับศาลอาญา ที่ 92/2552
16 ม.ค. 2552 สุวิชาถูกควบคุมตัวจาก นครพนมมายังศาลอาญา รัชดาภิเษกกรุงเทพฯ ด้วยสายการบินบางกอกแอร์เวย์ เจ้าพนักงานยื่นคำร้องขอฝากขังครั้งแรก 12 วัน ไปจนถึงวันที่ 27 มกราคม โดยระบุว่า ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหามาจนครบกำหนดแล้ว แต่การสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น ต้องรอสอบปากคำพยานอีก 15 ปาก รอผลการตรวจพิสูจน์หลักฐานทางคอมพิวเตอร์จำนวน 3 เครื่อง แผ่นซีดี และเอกสารอีกจำนวนหลายรายการ จึงขอฝากขังไว้ หลังจากนั้น ทนายความของสุวิชาได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งประกันตัว 2ครั้ง แต่ศาลยกคำร้อง
26 มี.ค. 2552 อัยการมีคำสั่งฟ้องคดีนายสุวิชา ท่าค้อ เป็นจำเลยฐานกระทำความผิดโดยร่วมกับพวกที่หลบหนี หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่า จะทำให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ และเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร, นำ เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ ที่ปรากฏภาพของผู้อื่น และภาพนั้นเป็นภาพที่ตัดต่อ เติม หรือดัดแปลงด้วยวิธีการทางอิเล็กโทรนิกส์หรือวิธีการอื่นใดโดยประการที่น่า จะทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย อัยการขอให้ลงโทษตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 8, 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 และ 112 และพระราชบัญญัติการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 3, 14 และ 16
30 มี.ค. 2552 จำเลยให้การรับสารภาพต่อศาลในระหว่างนัดชี้สองสถาน และศาลนัดฟังคำตัดสินในวันที่ 3 เม.ย. 2552 เวลา 9.00 น.
3 เม.ย.2552 เวลา 9.00 น. ที่ศาลอาญา ผู้พิพากษาอ่านคำตัดสินคดีที่พนักงานอัยการ โจทก์ ฟ้องนายสุวิชา ท่าค้อ เป็นจำเลยฐานกระทำความผิดโดยร่วมกับพวกที่หลบหนี หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่า จะทำให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ และเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร, นำ เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ ที่ปรากฏภาพของผู้อื่น และภาพนั้นเป็นภาพที่ตัดต่อ เติม หรือดัดแปลงด้วยวิธีการทางอิเล็กโทรนิกส์หรือวิธีการอื่นใดโดยประการที่น่า จะทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย อัยการขอให้ลงโทษตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 8, 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83,91 และ 112 และพระราชบัญญัติการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 3, 14 และ 16
ตัดสินว่ามีความผิดตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 8, 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33(1), 83,91 และ 112 และพระราชบัญญัติการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14(2) และ 16(1) เนื่องจากเป็นความผิดหลายบท ให้ลงโทษตามมาตราที่มีโทษสูงสุด และความที่จำเลยกระทำความผิด 2 กระทง ให้ตัดสินให้ลงโทษ กระทงละ 10 ปี รวม 20 ปี แต่จำเลยให้การรับสารภาพ จึงลดโทษให้กระทงละ 5 ปี คงเหลือโทษจำคุก 10 ปี ไม่รอลงอาญา และให้ริบของกลาง
ที่มา http://www.prachatai.com
โดย น.ส. จิรัฐิพร สังข์โชติ รปศ.501 เลขที่ 4
อัยการไม่อุทธรณ์คดี ‘สุวิชา’ ทนายเตรียมยื่นปิดคดีพรุ่งนี้
ความคืบหน้าคดีนายสุวิชา ท่าค้อ ซึ่งถูกศาลตัดสินจำคุก 10 ปี ในความผิดตามพระราชบัญญัติการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และมาตรา 112 ของกฎหมายอาญา และอัยการได้ยื่นคำร้องต่อศาลขยายระยะเวลาอุทธรณ์จากวันที่ 3 พ.ค. เป็นวันที่ 1 มิ.ย. นั้น เมื่อวันที่ 22 พ.ค. ที่ผ่านมา พ.ต.ท. พิชิต นนทสุวรรณ พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 1 สำนักงานอัยการสูงสุดยื่นคำแถลงต่อศาลว่า ตามคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ของพนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 1 โจทก์ ฉบับลงวันที่ 29 เม.ย. 2552 ที่ได้ยื่นขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ในคดีนี้ และทางศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายอุทธรณ์ไปถึงวันที่ 1 มิ.ย. 2552 นั้น อัยการฝ่ายคดีศาลสูงมีคำสั่งไม่อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลอาญาและอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเห็นพ้องด้วยกับคำสั่งไม่อุทธรณ์ โจทก์จึงไม่อุทธรณ์คดีนี้
นายอานนท์ นำพา ทนายของนายสุวิชา กล่าวกับประชาไทว่าเมื่อทางอัยการไม่ดำเนินการอุทธรณ์ ทนายความก็จะดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ศาลสั่งคดีถึงที่สุดต่อไป โดยอาจจะดำเนินการในวันพรุ่งนี้ หรืออย่างช้าที่สุดในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ หลังจากนั้นจะเตรียมการยื่นขอพระราชทานอภัยโทษต่อไป
ลำดับเหตุการณ์คดีสุวิชา ท่าค้อ
14 ม.ค. 2552 สุวิชา อายุ 34 ปี ทำงานตำแหน่งวิศวกรเครื่องจักร ของบริษัทขุดเจาะน้ำมันแห่งหนึ่ง ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัว หน้าร้านสุวรรณการช่าง อ.เมือง จ.นครพนม คำร้องของพนักงานสอบสวนระบุว่า เมื่อระหว่างวันที่ 27 เม.ย.-26 ธ.ค.2551 ผู้ต้องหากระทำผิดกฎหลายบท หลายกรรม ด้วยการเผยแพร่ข้อมูลรูปภาพ ซึ่งเป็นการกระทำดูหมิ่นองค์พระมหากษัตริย์และองค์รัชทายาท พนักงานสอบสวนติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาได้ตามหมายจับศาลอาญา ที่ 92/2552
16 ม.ค. 2552 สุวิชาถูกควบคุมตัวจาก นครพนมมายังศาลอาญา รัชดาภิเษกกรุงเทพฯ ด้วยสายการบินบางกอกแอร์เวย์ เจ้าพนักงานยื่นคำร้องขอฝากขังครั้งแรก 12 วัน ไปจนถึงวันที่ 27 มกราคม โดยระบุว่า ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหามาจนครบกำหนดแล้ว แต่การสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น ต้องรอสอบปากคำพยานอีก 15 ปาก รอผลการตรวจพิสูจน์หลักฐานทางคอมพิวเตอร์จำนวน 3 เครื่อง แผ่นซีดี และเอกสารอีกจำนวนหลายรายการ จึงขอฝากขังไว้ หลังจากนั้น ทนายความของสุวิชาได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งประกันตัว 2ครั้ง แต่ศาลยกคำร้อง
26 มี.ค. 2552 อัยการมีคำสั่งฟ้องคดีนายสุวิชา ท่าค้อ เป็นจำเลยฐานกระทำความผิดโดยร่วมกับพวกที่หลบหนี หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่า จะทำให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ และเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร, นำ เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ ที่ปรากฏภาพของผู้อื่น และภาพนั้นเป็นภาพที่ตัดต่อ เติม หรือดัดแปลงด้วยวิธีการทางอิเล็กโทรนิกส์หรือวิธีการอื่นใดโดยประการที่น่า จะทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย อัยการขอให้ลงโทษตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 8, 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 และ 112 และพระราชบัญญัติการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 3, 14 และ 16
30 มี.ค. 2552 จำเลยให้การรับสารภาพต่อศาลในระหว่างนัดชี้สองสถาน และศาลนัดฟังคำตัดสินในวันที่ 3 เม.ย. 2552 เวลา 9.00 น.
3 เม.ย.2552 เวลา 9.00 น. ที่ศาลอาญา ผู้พิพากษาอ่านคำตัดสินคดีที่พนักงานอัยการ โจทก์ ฟ้องนายสุวิชา ท่าค้อ เป็นจำเลยฐานกระทำความผิดโดยร่วมกับพวกที่หลบหนี หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่า จะทำให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ และเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร, นำ เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ ที่ปรากฏภาพของผู้อื่น และภาพนั้นเป็นภาพที่ตัดต่อ เติม หรือดัดแปลงด้วยวิธีการทางอิเล็กโทรนิกส์หรือวิธีการอื่นใดโดยประการที่น่า จะทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย อัยการขอให้ลงโทษตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 8, 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83,91 และ 112 และพระราชบัญญัติการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 3, 14 และ 16
ตัดสินว่ามีความผิดตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 8, 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33(1), 83,91 และ 112 และพระราชบัญญัติการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14(2) และ 16(1) เนื่องจากเป็นความผิดหลายบท ให้ลงโทษตามมาตราที่มีโทษสูงสุด และความที่จำเลยกระทำความผิด 2 กระทง ให้ตัดสินให้ลงโทษ กระทงละ 10 ปี รวม 20 ปี แต่จำเลยให้การรับสารภาพ จึงลดโทษให้กระทงละ 5 ปี คงเหลือโทษจำคุก 10 ปี ไม่รอลงอาญา และให้ริบของกลาง
ที่มา http://www.prachatai.com
โดย น.ส. จิรัฐิพร สังข์โชติ รปศ.501 เลขที่ 4
บุตรบุญธรรม
หมวด 4 บุตรบุญธรรม
หลักเกณฑ์ในการรับบุตรบุญธรรม มีดังนี้
1. ผู้รับบุตรบุญธรรมต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี และต้องมีอายุแก่กว่าผู้ที่จะเป็นบุตรบุญธรรมอย่างน้อย15 ปี
2. ผู้เป็นบุตรบุญธรรมที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปี ต้องให้ความยินยอมด้วย
3. กรณีผู้ที่จะเป็นบุตรบุญธรรมเป็นผู้เยาว์ จะต้องได้รับความยินยอมจาก
- บิดาและมารดา กรณีที่มีทั้งบิดาและมารดา
- บิดาหรือมารดา กรณีที่มารดาหรือบิดาตาย หรือถูกถอนอำนาจการปกครอง
- กรณีไม่มีผู้ให้ความยินยอม ผู้แทนโดยชอบธรรมหรืออัยการจะร้องขอต่อศาล ให้มีคำสั่งให้มีการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมก็ได้
- กรณีผู้เยาว์ถูกทอดทิ้งและอยู่ในความดูแลของสถานพยาบาลหรือสถาบัน ซึ่งทางราชการหรือองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นรับรองในการจัดตั่งขึ้น หรืออยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของบุคคลใดมาเป็นเวลา ไม่น้อยกว่า 1 ปี ต้องได้รับความยินยอมของผู้รับผิดชอบในกิจการสถานพยาบาล หรือของบุคคลดังกล่าว
4. ผู้จะรับบุตรบุญธรรม หรือผู้ที่จะเป็นบุตรบุญธรรม ถ้ามีคู่สมรสต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสก่อน
ตัวอย่างเช่น
นาย สมชาย มี ภรรยาชื่อ สมศรี นายสมศักดิ์ มี ภรรยาชื่อ ฤทัย ถ้านายสมชายจะรับฤทัยเป็นบุตรบุญธรรม สิ่งที่ต้องพิจารณาคือ นายสมชายต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปีและต้องแก่กว่าฤทัย 15 ปี นายสมชายและฤทัย ต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสด้วย
5. ผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลใดอยู่ จะเป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลอื่นอีกในขณะเดียวกันไม่ได้
เว้นแต่จะเป็นบุตรบุญธรรมของคู่สมรสของผู้รับบุตรบุญธรรมนั้น
6. ในการรับมรดกระหว่างผู้รับบุตรบุญธรรมและพ่อแม่ที่ให้กำเนิดสรุปได้ดังนี้
- เมื่อนายสมชายรับฤทัยเป็นบุตรบุญธรรมตามกฎหมายถือว่าฤทัยมีสิทธิรับมรดกของนายสมชายเหมือนเป็นทายาทฉันบุตร
- ฤทัยไม่เสียสิทธิที่จะรับมรดกของพ่อแม่ที่ให้กำเนิด
- ในทางกลับกันถ้าฤทัยถึงแก่ความตายก่อนนายสมชายและพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดมรดกที่จะตกให้แก่บิดา มารดา จะตกให้กับพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด ส่วนนายสมชายไม่มีสิทธิอะไร
7. การรับบุตรบุญธรรมจะสมบูรณ์ต่อเมื่อได้จดทะเบียนตามกฎหมาย แต่ถ้าผู้จะเป็นบุตรบุญธรรมนั้นเป็นผู้เยาว์ต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมก่อน
โดย น.ส. จิรัฐิพร สังข์โชติ รปศ.501 เลขที่ 4
หลักเกณฑ์ในการรับบุตรบุญธรรม มีดังนี้
1. ผู้รับบุตรบุญธรรมต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี และต้องมีอายุแก่กว่าผู้ที่จะเป็นบุตรบุญธรรมอย่างน้อย15 ปี
2. ผู้เป็นบุตรบุญธรรมที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปี ต้องให้ความยินยอมด้วย
3. กรณีผู้ที่จะเป็นบุตรบุญธรรมเป็นผู้เยาว์ จะต้องได้รับความยินยอมจาก
- บิดาและมารดา กรณีที่มีทั้งบิดาและมารดา
- บิดาหรือมารดา กรณีที่มารดาหรือบิดาตาย หรือถูกถอนอำนาจการปกครอง
- กรณีไม่มีผู้ให้ความยินยอม ผู้แทนโดยชอบธรรมหรืออัยการจะร้องขอต่อศาล ให้มีคำสั่งให้มีการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมก็ได้
- กรณีผู้เยาว์ถูกทอดทิ้งและอยู่ในความดูแลของสถานพยาบาลหรือสถาบัน ซึ่งทางราชการหรือองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นรับรองในการจัดตั่งขึ้น หรืออยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของบุคคลใดมาเป็นเวลา ไม่น้อยกว่า 1 ปี ต้องได้รับความยินยอมของผู้รับผิดชอบในกิจการสถานพยาบาล หรือของบุคคลดังกล่าว
4. ผู้จะรับบุตรบุญธรรม หรือผู้ที่จะเป็นบุตรบุญธรรม ถ้ามีคู่สมรสต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสก่อน
ตัวอย่างเช่น
นาย สมชาย มี ภรรยาชื่อ สมศรี นายสมศักดิ์ มี ภรรยาชื่อ ฤทัย ถ้านายสมชายจะรับฤทัยเป็นบุตรบุญธรรม สิ่งที่ต้องพิจารณาคือ นายสมชายต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปีและต้องแก่กว่าฤทัย 15 ปี นายสมชายและฤทัย ต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสด้วย
5. ผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลใดอยู่ จะเป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลอื่นอีกในขณะเดียวกันไม่ได้
เว้นแต่จะเป็นบุตรบุญธรรมของคู่สมรสของผู้รับบุตรบุญธรรมนั้น
6. ในการรับมรดกระหว่างผู้รับบุตรบุญธรรมและพ่อแม่ที่ให้กำเนิดสรุปได้ดังนี้
- เมื่อนายสมชายรับฤทัยเป็นบุตรบุญธรรมตามกฎหมายถือว่าฤทัยมีสิทธิรับมรดกของนายสมชายเหมือนเป็นทายาทฉันบุตร
- ฤทัยไม่เสียสิทธิที่จะรับมรดกของพ่อแม่ที่ให้กำเนิด
- ในทางกลับกันถ้าฤทัยถึงแก่ความตายก่อนนายสมชายและพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดมรดกที่จะตกให้แก่บิดา มารดา จะตกให้กับพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด ส่วนนายสมชายไม่มีสิทธิอะไร
7. การรับบุตรบุญธรรมจะสมบูรณ์ต่อเมื่อได้จดทะเบียนตามกฎหมาย แต่ถ้าผู้จะเป็นบุตรบุญธรรมนั้นเป็นผู้เยาว์ต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมก่อน
โดย น.ส. จิรัฐิพร สังข์โชติ รปศ.501 เลขที่ 4
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
